EN 322 จุดมุ่งหมาย หลักการ และวิธีแปล
(Nature and Methods of Translation)


ตอนที่  2 : การแปลอังกฤษ-ไทย


 บทที่  5  การแปล  Tense


 

วิธีแปล

             ผู้แปลควรอ่านประโยคภาษาอังกฤษเพื่อทำความเข้าใจความหมายของ  tense ในแง่ของกาล/เวลา  ดูว่าประโยคนั้นใช้ tense อะไร  แล้วจึงแปลถ่ายทอดเป็นภาษาไทยให้ตรงกับลักษณะกาล/เวลา ที่นิยมใช้ในภาษาไทย   โดยอาจจะเติมคำเสริมกริยาต่าง ๆ หรือคำบอกเวลาที่เหมาะสมในภาษาไทย  เช่น   มาตลอด  ก่อน  แล้ว  จะ  เพิ่ง  เคย  เป็นต้น  ถ้าในประโยคภาษาอังกฤษนั้นมีกริยาหลายตัวที่อยู่ใน tense เดียวกัน  ไม่จำเป็นต้องใส่คำเสริมกริยาไปทุกที่  เพราะจะเป็นการซ้ำซ้อนซึ่งภาษาไทยไม่นิยม  ดังตัวอย่างเช่น

           เขากำลังจะโทรศัพท์ถึงเพื่อนของเขาและเพื่อนของเขากำลังจะมา

           เขาทั้งสองกำลังจะไปทานข้าวนอกบ้านกัน

           (ภาษาไทยไม่นิยม)

 

           เช่นเดียวกันเมื่อแปลประโยคหรือข้อความที่เป็นเรื่องเล่า ซึ่งใช้คำกริยาเป็นอดีตกาล

เวลาแปลภาษาไทยไม่นิยมใส่คำบอกกาล  ได้  + กริยา  อย่างพร่ำเพรื่อ   ตัวอย่างเช่น

           เขาได้ไปโรงเรียน เขาได้มาถึงโรงเรียนทันเวลา            และเขาได้ทำความเคารพครูที่ยืนอยู่หน้าโรงเรียน

           (ภาษาไทยไม่นิยม)

                       

ตัวอย่างการแปลประโยคภาษาอังกฤษที่มี tense ต่าง ๆ เป็นภาษาไทย

 

1.  Have you finished your term paper?

           ทำรายงานเสร็จแล้วหรือยัง

อธิบาย:  แล้ว-ยัง  คำบอกเวลาจากอดีตมาจนปัจจุบัน  (present perfect tense)

           No, but I’ll finish it this evening.

           ยังหรอก  แต่จะทำให้เสร็จตอนเย็นนี้

อธิบาย:  จะ....ตอนเย็นนี้  บอกกาลอนาคตแบบของไทย

 

2.  Did you see a lot of friends at the party?

           คุณพบเพื่อนหลายคนไหมที่งานเลี้ยง

อธิบาย:   อดีต  แต่ไม่จำเป็นต้องใส่คำเสริมบอกอดีต  เช่น  “ได้”  ข้างหน้าคำกริยา

           No,  I didn’t.  When I arrived there, some of them had already left.

           ไม่ค่อยพบหรอก พอไปถึงที่งานปรากฏว่าเพื่อนหลายคนกลับไปก่อนแล้ว

อธิบาย:  already = ก่อนแล้ว  และกริยาในประโยคก็แปลอย่างปกติ

 

3.   Did you enjoy the party last night?

           เมื่อคืนงานเลี้ยงสนุกไหม

อธิบาย:   แปลคำบอกกาลก็เพียงพอแล้ว   last  night = เมื่อคืน

           Yes, I did. It wasn’t like any other party that I have ever been to.

           สนุกซิ   ไม่เหมือนกับงานเลี้ยงก่อน ๆ ที่เคยไปเลย

อธิบาย:   แปล  present perfect จากอดีตจนถึงปัจจุบันโดยใช้คำบอกกาล  เคย....เลย

 

4.  When I arrived at the office, the meeting was just beginning

           เมื่อฉันไปถึงที่ทำงาน  การประชุมกำลังเพิ่งเริ่มพอดี

อธิบาย:   เราไม่แปล past tense ของกริยาว่าได้ + v   แปลว่า ไปถึง  เท่านั้น  just

           แปลว่า  เพิ่ง ใช้คำนี้กับเหตุการณ์ในอดีตก็ได้

           continuous tense ในประโยคนี้   แปลตรงกับภาษาไทยว่า  กำลัง + v

 

5.   Talking to her wasn’t easy although I had known her for a long time.

           (การ) คุยกับเธอนั้นไม่ใช่ของง่าย  ทั้ง ๆ ที่ฉันเคยรู้จักเธอมาก่อนแล้ว

อธิบาย:   เหตุการณ์ในอดีต ไม่นิยมแปลว่า  ได้ + v  การแปลเพื่อแสดง  past perfect       

           tense ใช้คำเสริมกริยา เคย...ก่อนแล้ว

 

6.   By the time you read this letter, I will have already left home.

           กว่าเธอจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้  ฉันก็คงออกจากบ้านไปแล้ว

อธิบาย:  เหตุการณ์ช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต สังเกตคำแปล  กว่า...จะ  คง...แล้ว  แล้ว

           ใน

ที่นี้แปลว่า ทำอาการนั้นแล้ว  ไม่ได้แปลว่า  อดีตหรือเวลาที่ล่วงเลยมาแล้ว

 

7.   She explained that the problem of water was solved when she moved to this area ten years ago.

           เธอชี้แจงว่าปัญหาเรื่องน้ำแก้ไขไปก่อนที่เธอจะย้ายมาอยู่แถบนี้เมื่อ 10 ปีก่อน

อธิบาย:  v. + ed ไม่จำเป็นต้องแปลว่า  ได้ + v.  เสมอไป ในบางจุดอาจเติม “จะ” เพื่อให้เห็นช่วงเวลาก่อนหลังที่ห่างกัน  2 ช่วง แก้ไขไปก่อน...จะ  คำว่า “ก่อน” ที่อยู่ท้ายประโยค  แปลจาก  ago

 

8.   When  I finally knew what  was happening, I saw many police inside my house.  

           ก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น  ผมก็เห็นตำรวจอยู่เต็มบ้าน

อธิบาย:   เพื่อให้เห็นความแตกต่างของเวลา 2  ช่วง  ที่ใช้  past  tense  กับ  past

continuous แปลเป็นภาษาไทย โดยใช้คำเสริมกริยา  ก่อนจะ   

 

9.   She has been standing there, waiting for her son, for more than two hours.

           เธอยืนอยู่ที่นั่นมาตลอด  คอยลูกชายอยู่เป็นเวลากว่าสองชั่วโมงแล้ว

อธิบาย:   present perfect continuous tense แสดงโดยใช้คำเสริมบอกการทอดระยะของ 

           ช่วงเวลา ....มาตลอด....แล้ว

 

10. I’ll be seeing him tomorrow at the office.

           ผมนัดกับเขาไว้ว่าจะเจอกันพรุ่งนี้ที่ที่ทำงาน

อธิบาย:   ประโยคที่ใช้ future continuous tense แสดงว่า มีการตกลงกันไว้แล้ว จะแปลต่างจากประโยคที่ว่า   “I’ll  see him”  ผมจะไปพบเขา  ซึ่งใช้ future tense ธรรมดา  ที่แสดงถึงอนาคตกาลเท่านั้นเอง           

 


หน้าก่อน สารบัญ หน้าถัดไป