EN 322 จุดมุ่งหมาย หลักการ และวิธีแปล
(Nature and Methods of Translation)


ตอนที่  3 : การแปลไทย - อังกฤษ


 บทที่  14  คำที่เป็นปัญหาในการแปล


 

คำที่เป็นปัญหาในการแปล

 

            ในการแปลไทยเป็นอังกฤษนั้นมีคำศัพท์หลายคำซึ่งไม่ใช่คำที่ซับซ้อนอะไร แต่      ผู้แปลที่เป็นนักศึกษามักจะแปลผิดอยู่เสมอ ๆ  ผู้เขียนได้รวบรวมคำศัพท์เหล่านี้ไว้เป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

ควรจะ /  น่าจะ        

            คำสองคำนี้ก็ก่อให้เกิดปัญหากับผู้เรียนในการแปลไทยเป็นอังกฤษมาก คำสองคำนี้จะตรงกับคำว่า “should” และ  “ought to” ในภาษาอังกฤษ  แต่ผู้เรียนมักจะสับสนในการใช้คำสองคำนี้  เช่น  ใช้เป็น  should to  ซึ่งทำให้เกิดความผิดทางด้านโครงสร้าง  เช่น  

1.  เขาควรจะทบทวนบทเรียนบ้าง

มีผู้แปลว่า:  He should to review his lessons.

ควรแปลว่า: He should review his lessons.

หรือ:          He ought to review his lessons.  

           อีกประเด็นที่เป็นปัญหาในการใช้ should  คือ การใช้เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอดีต หรือการคาดคะเน ซึ่งในกรณีนี้ต้องใช้ should + have +กริยาช่องที่ 3

 

2.   เขาน่าจะสอบได้ (แต่ความจริงเขาสอบตก)

      He should have passed the exam, but he failed.

 

3.   ฉันรู้ว่าฉันน่าจะมาแต่เช้า   (แต่ความจริงฉันมาสาย)   

      I know that I should have come early.

 

เคย

            คำว่า “เคย” นี้  ผู้เรียนมักจะแปลโดยใช้คำว่า “ever” ในขณะที่คำว่า “ไม่เคย” จะใช้คำว่า  “never” ดังเช่นในประโยค

 

1.      ฉันเคยไปดูหนังมากแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีเวลาเลย

มีผู้แปลว่า:  I ever go to the cinema a lot, but I never get the time now.

ควรแปลว่า: I used to go to the cinema a lot, but I never get the time now.

 

            นอกจากนี้ผู้เรียนควรจำไว้ว่า  คำว่า  “used to” นั้น จะใช้บอกถึงการกระทำที่เคยทำโดยไม่จำกัดช่วงเวลา ถ้ามีกริยาวิเศษณ์ที่จำกัดเวลา เช่น once อยู่ในประโยค  เราจะไม่ใช้ used to ในการแปลคำว่า “เคย” เช่น

2.      ครั้งหนึ่งเขาเคยแต่งงานกัน

มีผู้แปลว่า:  They used to married once.

ควรแปลว่า: They were once married.

 

            ปัญหาที่เกี่ยวกับคำว่า “เคย” ที่ผู้สอนเคยพบอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผู้เรียนมักจะใช้    สับสนกับ to be used to / to get used to ซึ่งแปลว่า “เคยชิน” เช่น 

3.      เธออาศัยอยู่ในฟาร์ม  ดังนั้น เธอจึงเคยชินกับการตื่นแต่เช้า

            She lives on a farm, so she is used to getting up very early.

            ประโยคข้างบนนี้จะแปลโดยใช้คำว่า “เคย”ไม่ได้ เพราะความหมายในประโยคภาษาอังกฤษจะผิดไปเลยจากต้นฉบับภาษาไทย

 

เพราะว่า / เนื่องมาจากว่า

คำในภาษาอังกฤษที่มีความหมายตรงกับภาษาไทยที่ผู้เรียนรู้จักและชอบนำมาใช้ในการแปล คือ  คำว่า “because” แต่มักจะใช้ผิด คือ  ใช้ because ขึ้นต้นประโยค และจบประโยคด้วยเครื่องหมายฟูลสต็อป ทั้ง ๆ ที่ในการใช้ที่ถูกต้อง because คือ  คำที่ทำหน้าที่เชื่อมประโยคในประโยคชนิดซับซ้อน (Complex sentence) ดังตัวอย่างเช่น   

 

1.      เพราะว่าพ่อไม่อนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยงคืนนี้  เธอจึงอารมณ์เสีย

มีผู้แปลว่า:  Because her father won’t let her go to the party tonight.  She’s in a bad     

                mood.

ควรแปลว่า: Because  her  father won’t let her go to the party tonight, she’s in a bad  mood.

หรือสลับประโยคว่า  

       She’s in a bad mood because her father won’t let her go to the party  tonight.

 

นอกจากคำว่า “because” แล้ว คำว่า “since” กับ “as” ก็สามารถใช้แทน “because” ได้ในประโยคนี้  เพราะ since / as ไม่ได้ใช้เป็นคำบอกเวลาอย่างเดียว  แต่สามารถใช้บอกความเป็นเหตุเป็นผลได้เช่นเดียวกับ because เช่น   

2.   She’s in a bad mood since (as) her father won’t let her go to the party tonight. 

 ถ้าจะแปลประโยคนี้เป็นภาษาไทย อย่าไปยึดติดแปลคำว่า “since” หรือ “as” ว่า          “ตั้งแต่” เท่านั้น                 

มีผู้แปลว่า:   เธออารมณ์เสียตั้งแต่พ่อไม่อนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยงคืนนี้ 

ควรแปลว่า:  เธออารมณ์เสียเพราะพ่อไม่อนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยงคืนนี้

               

            มีคำง่าย ๆ เช่น  “มี”  ก็ก่อให้เกิดปัญหาในการแปลไม่น้อยทีเดียว  ตัวอย่างเช่น

1.      มีการตีกันหลายครั้งนอกสนามกีฬา  แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

มีผู้แปลว่า:  There were several fights happened outside the stadium, but no one was  hurt.

ควรแปลว่า: There were several fights outside the stadium, but no one was hurt.        

   

2.      มีผู้โดยสารเพียง 12 คน จาก 140 คน ที่รอดชีวิตจากเครื่องบินตก

มีผู้แปลว่า:  There were only 12 of the 140 passengers survived the plane crash.

ควรแปลว่า: Only 12 of the 140 passengers survived the plane crash.   

           

3.      บ้านหลังนี้มี  2 ห้องนอน

มีผู้แปลว่า:  This house has two bedrooms.

ควรแปลว่า: There are two bedrooms in this house.          

               

4.      มีคนบอกฉันว่าพวกเขาแต่งงานกันแล้ว

มีผู้แปลว่า:  There was someone telling me they got married.

ควรแปลว่า: Someone told me they got married.   

               

จะสังเกตว่าในการแปลคำว่า “มี”  นั้น  ไม่จำเป็นต้องใช้ there + verb to be เสมอไป ดังเช่นในประโยคที่  2 และ 4

 

ให้ยืม / ขอยืม

            คำว่า “ยืม” มีทั้งให้ยืมและขอยืม แต่ผู้เรียนมักจะรู้จักแต่คำว่า “borrow” ซึ่งแปลว่า ขอยืม  ส่วนคำว่า “lend”  ซึ่งแปลว่า ให้ยืม นั้น มักจะไม่รู้จักและใช้ไม่เป็น  ดังนั้น ผู้เรียนซึ่งมักจะแปลคำว่า “ยืม” ไม่ว่าจะให้ยืม หรือ ขอยืม โดยใช้แต่คำว่า “borrow” ดังตัวอย่างเช่น

 

1.      คุณจะกรุณาให้ฉันยืมดินสอหน่อยได้ไหม

มีผู้แปลว่า:  Would you mind borrowing me your pencil?

ควรแปลว่า: Would you mind lending me your pencil?

 

2.      ธนาคารจะไม่ให้เธอยืมเงินไปซื้อรถแน่ ๆ

มีผู้แปลว่า:  The bank wouldn’t borrow her the money to buy the car.

ควรแปลว่า: The bank wouldn’t lend her the money to buy the car.

 

            ส่วนคำว่า “borrow” จะตรงกับความหมายภาษาไทยว่า ขอยืม เช่น

3.      เธอต้องการยืมเงินเพื่อจ่ายค่าหมอ

          She needs to borrow some money to pay the doctor.          

 


หน้าก่อน สารบัญ หน้าถัดไป