บทที่
5
สื่อมวลชนและประเภทของทฤษฎีด้านการสื่อสารมวลชน


 

ประเภทของสื่อมวลชน

        สำหรับประเภทของสื่อมวลชนนั้น หากพิจารณาศึกษาในแง่ที่มาของคำจำกัดความของสื่อมวลชนแล้ว น่าที่จะแยกพิจารณาสื่อแต่ละสื่อออกจากกัน จะไม่ศึกษารวมในแง่ของคำรวมว่าสื่อมวลชน ทั้งนี้เนื่องจากสื่อมวลชนแต่ละแขนงไม่ว่าจะเป็น สื่อสิ่งพิมพ์(หนังสือพิมพ์) วิทยุกระจายเสียง (วิทยุ) วิทยุโทรทัศน์ (โทรทัศน์) และภาพยนตร์ตลอดจนสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ นั้นมีประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการและสภาพความเป็นมาที่แตกต่างกัน

1.      สื่อสิ่งพิมพ์ (Print Media)

               ประวัติศาสตร์ของสื่อสิ่งพิมพ์ เริ่มต้นจากการคิดประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ขึ้น ต่อมามีการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ในการพิมพ์หนังสือเล่ม ซึ่งนับเป็นการปฏิบัติครั้งสำคัญที่ทำให้มนุษย์เราสามารถผลิตหนังสือหรือตำราที่มีข้อความอย่างเดียวกันได้คราวละหลายเล่ม ซึ่งเทคโนโลยีการพิมพ์นี้เอง ต่อมาทำให้หนังสือมีบทบาทอย่างมากมายในการเปลี่ยนแปลงสังคม ทั้งในด้านของการเผยแพร่แนวความคิดทางการเมือง และศาสนา
           
             ในราวศตวรรษที่
16-17 จึงเริ่มมีการพิมพ์หนังสือพิมพ์เกิดขึ้น หนังสือพิมพ์ในระยะเริ่มแรกนี้ มีลักษณะเป็นจดหมายข่าวมากกว่า ซึ่งจดหมายข่าวเหล่านี้จะเป็นการสื่อข่าวสารเกี่ยวกับการพาณิชย์ และการค้าระหว่างประเทศ โดยส่งถึงผู้รับทางไปรษณีย์ (เจาะจงผู้รับมากกว่าสาธารณชนทั่วไป) หลังจากนั้นลักษณะของข่าวสารจึงขยายออกมาสู่สาธารณชนมากขึ้น

             ในศตวรรษที่
17 นี้เองที่เริ่มมีผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา มีการผลิตหนังสือพิมพ์เพื่อการค้ามากขึ้น ในขณะที่สิ่งพิมพ์อื่น ๆ ของทางราช
การ


-81-

 

ยังคงมีลักษณะเป็นกระบอกเสียงของผู้มีอำนาจและเป็นเครื่องมือของรัฐ หนังสือพิมพ์เพื่อการค้า (The Commercial Paper)จึงมีลักษณะเป็นสถาบันหนังสือพิมพ์มากกว่าสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ของทางราชการ และถือเป็นจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์การสื่อสาร เพราะเป็นสื่อแรกที่เสนอข่าวสารบริการแก่ผู้อ่านมากกว่าการเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจหรือนักโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลาย

             หนังสือพิมพ์นั้นถือเป็นนวัตกรรม
(หรือสิ่งประดิษฐ์คิดค้นใหม่ ๆ) ทางการสื่อสารเมื่อเทียบกับหนังสือธรรมดา หรือการสื่อสารที่มีอยู่เดิมในยุคเริ่มแรกก่อนมีการผลิตหนังสือพิมพ์ เพราะหนังสือพิมพ์จะมีลักษณะเป็นส่วนตัวมากกว่าคือไม่ได้เป็นกระบอกเสียงเพื่อผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ โดยมีแนวโน้มที่จะเป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน เหมาะสมกับความต้องการของชนชั้นกลางซึ่งเป็นผู้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับธุรกิจ ความแปลกใหม่ของหนังสือพิมพ์ไม่ใช่เกิดจากความเจริญทางด้านเทคโนโลยีหรือวิธีการแจกจ่ายที่แตกต่างไปจากเดิม แต่หนังสือพิมพ์กลับมีหน้าที่ที่สำคัญก็คือ การเปลี่ยนแปลงในเรื่องช่องว่างระหว่างชนชั้น และเป็นสิ่งที่เอื้อต่อบรรยากาศทางการเมืองที่เป็นเสรีมากขึ้น

หากจะศึกษาถึงประวัติศาสตร์หรือความเป็นมาของสื่อมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์นี้ เราอาจจะแบ่งเป็นยุค ๆ ได้ดังนี้ คือ

            ยุคที่ 1 การที่หนังสือพิมพ์อยู่ในฐานะที่เป็นปรปักษ์ต่อชนชั้นปกครองนับแต่มีหนังสือพิมพ์เกิดขึ้น ข้อเขียนในหนังสือพิมพ์มักมีลักษณะที่แสดงความคิดเห็นติติงผู้มีอำนาจ ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ การลงโทษ ผู้พิมพ์หรือบรรณาธิการ ความพยายามต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร จึงเป็นภารกิจที่นักหนังสือพิมพ์ได้พยายามตลอดมา ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย และสิทธิของชนชั้นกลาง ผู้มีอำนาจมักไม่พอใจหรือฉุนเฉียวต่อการ เสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ ในขณะเดียวกันสถาบันหนังสือพิมพ์ก็พยายามที่ จะแสวงหาเสรีภาพมากขึ้นกระบวนการนี้บางครั้งทำให้เกิดข้ออ้างของฝ่ายผู้มีอำนาจในการใช้กฎหมายหรือมาตรการที่รุนแรงในการควบคุมสื่อมวลชน 


-82-

 

             ยุคที่ 2 การที่หนังสือพิมพ์เริ่มมีการขยายตัวสู่ผู้อ่านมากขึ้น ในยุคต่อมาเมื่อหนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่มีผู้อ่านมากขึ้น และมีการขยายตัวไปอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ โดยผู้อ่านได้แก่กลุ่มคนชั้นกลางซึ่งเป็นนักธุรกิจ และชนชั้นสูงที่ได้รับการศึกษาอย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการขยายตัวสู่ผู้อ่านที่มากขึ้นนี้ทำให้มีการถกเถียงกันว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นเพราะมีคนรู้หนังสือมากขึ้นหรือเทคโนโลยีที่แปลกใหม่ (เทคโนโลยีที่มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นทางด้านการพิมพ์หรือการผลิต) หรือราคาหนังสือพิมพ์ที่ลดลง หรือเป็นเพราะความนิยมของประชาชนที่มีต่อหนังสือพิมพ์เพิ่มมากขึ้น

            อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใด หนังสือพิมพ์ก็เติบโตขึ้นในยุคของมันซึ่งเป็นยุคเริ่มแรกก่อนที่จะมีสื่ออย่างอื่น ๆ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของหนังสือพิมพ์ในช่วงนั้น แต่ยุคทองของหนังสือพิมพ์ดูเหมือนว่าจะสะดุดลง เมื่อถึงยุคของสื่อกระจายเสียงและแพร่ภาพ
(The Rise of Broadcasting) คือเริ่มมีสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่เกิดขึ้นใหม่ในเวลาต่อมา ดังนั้นในการที่จะศึกษาให้ลึกซึ้งถึงลักษณะการเติบโตของการอ่านหนังสือพิมพ์ เราจำเป็นต้องแยกแยะให้เห็นเด่นชัดระหว่างตลาดของหนังสือพิมพ์เพื่อการค้าซึ่งกำลังเติบโตขึ้น (ในฐานะสื่อของการโฆษณาและความบันเทิง) กับการอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อเนื้อหาสาระด้านการเมืองในการศึกษาถึงการเติบโตหรือการขยายตัวของการอ่านหนังสือพิมพ์ของประชาชนนี้ อาจแยกให้เห็นได้อย่างเด่นชัด โดยดูได้จากการเติบโตหรือการขยายตัวของหนังสือพิมพ์แต่ละประเภทไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า หรือหนังสือพิมพ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเนื้อหาสาระทางด้านการเมือง  


-83-

 

ยุคที่ 3 หนังสือพิมพ์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเนื้อหาสาระทางด้านการเมืองหรือหนังสือพิมพ์ข่าวการเมือง (Political Press) นี้มีการเติบโตหรือมีวิวัฒนาการในยุคเริ่มแรกของการพิมพ์หนังสือพิมพ์นั่นเอง โดยหนังสือพิมพ์ในยุคนั้นได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ แต่ปรากฏการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ หมดไปนับแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในประเทศแถบอเมริกาเหนือและสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตามในประเทศแถบยุโรปบางประเทศก็ถือว่า การที่พรรคการเมืองใช้หนังสือพิมพ์เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

           ในเวลาต่อมาหนังสือพิมพ์ของพรรคการเมือง ก็ถูกแทนที่โดยหนังสือเพื่อการค้าเนื่องจากหนังสือพิมพ์เพื่อการค้า
(Commercial Newspaper) มีเนื้อหาที่หลากหลายกว่าอ่านสนุกมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถดึงดูดผู้อ่านให้หันมาสนใจหนังสือพิมพ์เพื่อการค้ามากขึ้นแต่ถึงอย่างไรแนวความคิดเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์แห่งพรรคหรือหนังสือพิมพ์ทางด้านการเมืองก็ยังคงมีอยู่ในฐานะเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการเมืองในระบอบระชาธิปไตย และก่อให้เกิดแนวความคิดที่จะจัดการบางอย่างเพื่อให้หนังสือพิมพ์แห่งพรรคคงอยู่ได้ โดยเฉพาะในประเทศแถบยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก หนังสือพิมพ์แห่งพรรค ซึ่งยังคงมีอยู่ในประเทศแถบยุโรปตะวันตก หรือที่อื่น ๆ ก็ยังคงมีลักษณะที่เห็นได้คล้ายคลึงกันก็คือ มีอิสระปราศจากการแทรกแซงของรัฐ (แม้บางแห่งอาจจะได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐก็ตาม) มีการผลิตอย่างมืออาชีพ และมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นแหล่งแสดงประชามติ ซึ่งแนวคิดนี้มิได้ห่างไกลนักจากแนวความคิดของหนังสือพิมพ์แบบเสรีนิยม (Liberal Newspaper) เพียงแต่มีความมุ่งหวังเป็นพิเศษที่จะให้ผู้อ่านนิยมชมชอบต่อพรรคที่สนับสนุนหนังสือพิมพ์นั้น ๆ อยู่

ยุคที่ 4 เป็นยุคหนังสือพิมพ์ของชนชั้นกลางในช่วงประมาณ ปี ค.. 1850 เป็นต้นมา มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น ชัยชนะของลัทธิเสรีนิยม (Liberalism) การยกเลิกการตรวจข่าวหรือการบังคับสื่อมวลชน การเกิดขึ้นของชนชั้นนายทุน


-84-

 

นักธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และเทคโนโลยี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอื้ออำนวยให้การผลิตหนังสือพิมพ์ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นมีคุณภาพดีขึ้น

            สาระสำคัญของยุคเสรีของสื่อมวลชนนี้ก็คือ การที่หนังสือพิมพ์เป็นที่ยอมรับว่าเป็นสถาบันหนึ่งในสังคมที่มีอิทธิพลต่อสังคมและการเมือง ในช่วงนี้จึงเกิดแนวความคิดของความรับผิดชอบต่อสังคม การยอมรับในวิชาชีพนักวารสารศาสตร์ การยอมรับหนังสือพิมพ์ในฐานะของผู้เสนอประชามติ การสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของประชาชาติ
(NationalInterest) เพราะฉะนั้นการจะเป็นหนังสือพิมพ์ที่ดีและมีความรับผิดชอบจะต้องสะท้อนสิ่งเหล่านี้สู่สาธารณชน และทำให้คำวิพากวิจารณ์ที่คนทั่วไปเคยมีต่อหนังสือพิมพ์นั้นหันเหไปจากแนวความคิดที่ว่าสื่อนี้เป็นสื่อที่ลำเอียงหรือเสนอแต่เพียงเรื่องตื่นเต้น

ยุคที่ 5 เป็นยุคหนังสือพิมพ์เพื่อการค้า หนังสือพิมพ์เพื่อการค้า (Commercial Newspaper) นี้เป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ เพราะเป็นธุรกิจที่มีลักษณะผูกขาดและมีรายได้จากการโฆษณา โดยเฉพาะถ้าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นสามารถสร้างผู้อ่านจำนวนมากได้(หรืออยู่ในความนิยมของผู้อ่านมาก) แต่ก็เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากว่าหนังสือพิมพ์ประเภทนี้ มีเป้าหมายเพื่อที่จะให้เป็นที่นิยมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อที่เป็นการเอื้ออำนวยต่อธุรกิจของตนเองและเพื่อตอบสนองความต้องการแบบบริโภคนิยมมากกว่าการนำเสนอสิทธิทางการเมือง

             แต่ในฐานะผู้ศึกษาด้านการสื่อสารมวลชน เราอาจมองได้ว่าหนังสือพิมพ์เพื่อการค้า คือปรากฏการณ์ของหนังสือพิมพ์ชนิดใหม่อีกชนิดหนึ่ง ที่เสนอเนื้อหาเบา ๆ และเป็นเนื้อหาที่มีความบันเทิง มุ่งเน้นที่ความสนใจของมนุษย์ ตลอดจนความน่าตื่นเต้น โดยนำเสนอข่าวสารและเรื่องราวเกี่ยวกับอาชญากรรม ความรุนแรง ข่าวชาวบ้าน เรื่องเกี่ยวกับดารา ซึ่งมุ่งไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้มีรายได้และการศึกษาต่ำกว่ากลุ่มที่นิยมอ่านหนังสือพิมพ์ที่เน้นเนื้อหาสาระทางการเมือง


-85-

 

2. ภาพยนตร์ (Film)

ภาพยนตร์กำเนิดขึ้นเมื่อประมาณช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในฐานะเทคโนโลยีแปลกใหม่ที่นำเสนอความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งเนื้อเรื่อง เพลง การแสดง ความตลกขบขัน และเทคนิคต่าง ๆ ที่จะทำให้เป็นที่นิยมของคนดู ภาพยนตร์เป็นสิ่งหนึ่งที่ตอบสนองต่อการใช้เวลาว่างของคนทั้งครอบครัว นอกจากนั้นยังให้คนทำงานได้รับความสุขและประโยชน์จากสื่อได้ดีกว่าสิ่งที่มีอยู่เดิม (สื่อที่เคยมีอยู่เดิม)

           การที่สื่อภาพยนตร์มีลักษณะเฉพาะในด้านความบันเทิงนั้น มิใช่เพียงปัจจัยเดียวเท่านั้นที่ทำให้สื่อภาพยนตร์ขยายตลาดออกไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าวิวัฒนาการหรือประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์นั้นยังเกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านอื่น ๆ ด้วย คือ

ประการแรก ได้มีการใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อในการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ทั้งนี้ด้วยลักษณะของสื่อภาพยนตร์ที่ดูสมจริง และสามารถมีผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและเข้าถึงประชาชนจำนวนมาก ทำให้มีผู้นำภาพยนตร์ไปใช้เป็นสื่อเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ

ประการที่สอง อันที่จริงความพยายามที่จะผสมผสานข่าวสารกับความบันเทิงมีมานานแล้ว โดยปรากฏในรูปของละคร (Drama) และวรรณกรรม (Literature) แต่ภาพยนตร์เป็นสื่อที่เข้าถึงคนจำนวนมากได้ในเวลาที่รวดเร็วกว่า และสามารถเสริมเติมแต่งได้โดยทำให้ดูเหมือนจริงและไม่ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือไป

             ประการที่สาม ประกอบกับยังมีปรากฏการณ์อื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ ได้แก่การเกิดขึ้นอย่างมากมายของสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ ทำให้วงการภาพยนตร์มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว


-86-

 

             ประการสุดท้าย คือ การเจริญเติบโตของภาพยนตร์สารคดีที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับสังคม (The Social Documentary Film)

            อย่างไรก็ตามจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับแนวคิดที่ว่า ภาพยนตร์เป็นสื่ออย่างหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อ และด้วยการเล็งเห็นประโยชน์ของภาพยนตร์ในด้านนี้ ทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่วิกฤติการณ์ทางสังคมในหลายประเทศ

            นอกเหนือจากการใช้ภาพยนตร์เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อแล้ว ยังได้มีการกล่าวถึง การใช้ภาพยนตร์เพื่อสนับสนุนการศึกษาด้วย เนื่องจากภาพยนตร์เป็นสื่อที่มีศักยภาพสูงในการนำข่าวสารไปสู่ผู้รับได้อย่างสมจริงสมจัง แต่ในเวลาต่อมาสื่อมวลชนประเภทภาพยนตร์นี้ก็ถูกนำไปใช้เพื่อจุดมุ่งหมายอื่น ๆ มากขึ้น เพราะเหตุว่าภาพยนตร์เป็นสื่อที่ต้องใช้ความคิดที่รอบคอบและต้องการการสร้างสรรค์มากกว่าสื่ออื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เป็นสื่อที่ถูกกระทบได้ง่ายและต้องใช้ทุนสูงในการสร้าง ฉะนั้นจึงมีความเสี่ยงอยู่มาก

            จากจุดหักเหดังกล่าว วิทยุโทรทัศน์จึงได้เกิดขึ้นในเวลาต่อมา วิทยุโทรทัศน์สามารถนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะกับทุกคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นการเข้าถึงกลุ่มคนจึงอยู่ในวงกว้างกว่าภาพยนตร์ อย่างไรก็ตามโทรทัศน์สามารถนำเสนอศิลปและความงามได้เสมอเหมือนภาพยนตร์ แต่ภาพยนตร์มีอิสระที่จะเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงเรื่องสยองขวัญ หรือเรื่องลามกได้มากกว่าโทรทัศน์ แม้ว่าภาพยนตร์จะมีเสรีภาพที่เพิ่มขึ้นในลักษณะเช่นนี้ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปทัสถานทางสังคมด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ก็ไม่มีเสรีภาพมากนักที่จะเสนอหรือแสดงออกทางการเมืองอย่างเต็มที่ หลาย ๆ ประเทศยังใช้การควบคุมภาพยนตร์ในหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น ด้านภาษี
(Licensing) การตรวจพิจารณา (Censorship) และการควบคุมด้วยกฎหมาย


-87-

 

3.สื่อกระจายเสียงและแพร่ภาพ (Broadcasting)

ทั้งวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เป็นสื่อมวลชนที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนักประมาณ 60 กว่าปีและ 30 กว่าปีเท่านั้น ความสำคัญของวิทยุและโทรทัศน์ มีดังนี้

          ประการแรกก็คือเป็นเทคโนโลยีที่ตอบสนองการใช้งานในตัวของสื่อเอง มากกว่าตอบสนองความต้องการทางด้านเนื้อหาหรือบริการในรูปแบบใหม่ Raymond Williams(1975) ได้กล่าวไว้ว่า "วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์นี้แตกต่างจากสื่อมวลชนอื่น ๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ คือวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เป็นระบบที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเพื่อส่งและรับข้อมูลโดยกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าเดิม" นั่นก็คือมองไปที่ประเด็นวิทยุและโทรทัศน์เป็นเพียงสื่อหรือเป็นเพียงระบบที่จะทำให้เกิดการส่งและรับข้อมูล ไม่ได้เน้นตอบสนองด้านเนื้อหา อย่างไรก็ตามยังมีการให้คำจำกัดความน้อยมากเกี่ยวกับเนื้อหาที่ปรากฏในสื่อทั้ง 2นี้ วิทยุกระจายเสียง (วิทยุ) เป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นก่อนวิทยุโทรทัศน์ (โทรทัศน์) ในขณะที่วิทยุโทรทัศน์ (โทรทัศน์) เริ่มต้นในฐานะเป็นของใหม่ที่น่าสนใจมากกว่าที่จะมองว่าเป็นเรื่องจริงจัง สื่อทั้ง 2 ประเภทนี้เริ่มเข้ามาแทนที่สื่อมวลชนประเภทอื่น ๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้และเนื้อหาที่นำเสนอในสื่อทั้ง 2 มักประกอบด้วย ข่าว ภาพยนตร์และกีฬา

           ประการที่สอง เนื่องจากวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เป็นสื่อที่สามารถเสนอข่าวสารได้รวดเร็วฉับพลัน ข้อเท็จจริงที่เรามักพบเสมอในประวัติศาสตร์ของวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ก็คือ การถูกควบคุมโดยกฎหมาย หรือการต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจ


  -88- 

  

นอกจากนี้ โดยสาระแล้วทั้งวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เป็นสื่อที่สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งด้านการเสนอข่าวสารการเมือง และเรื่องที่คนนิยมหรือเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ในขณะเดียวกันก็เป็นสื่อที่แพร่กระจายได้กว้างไกล และมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นทางการเมืองและการดำเนินชีวิตของประชาชนในสังคมเป็นอย่างมาก วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์จึงมักเป็นสื่อที่ถูกจับตามองโดยผู้มีอำนาจและมีอิสระในการเสนอความคิดเห็นทางการเมืองได้น้อยกว่าหนังสือพิมพ์

4. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Media)

Telematic Media ถือเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งและเป็นสื่อที่คาดหมายว่าจะเข้ามาทดแทนวิทยุโทรทัศน์ในอนาคต ด้วยการเชื่อมโยงจอโทรทัศน์เข้ากับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) สื่อใหม่นี้ปรากฏขึ้นในราวปี ค.. 1980 ประกอบด้วยชุดของเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์หลาย ๆ ชนิด ซึ่งตอบสนองการใช้งานในลักษณะต่าง ๆกันไป อย่างไรก็ดียังไม่มีข้อยุติว่าควรเรียกสื่อนี้ว่าการสื่อสารมวลชนหรือสื่อมวลชนหรือไม่หรือควรหาคำจำกัดความอย่างอื่นที่น่าจะชัดเจนและสอดคล้องกับหน้าที่ ๆ แท้จริงของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวมากกว่านี้

             เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่คล้ายกันก็เช่น การส่งข่าวสารผ่านสายเคเบิลหรือการส่งข่าวสารผ่านดาวเทียม การเก็บและแสดงข้อมูลทางจอคอมพิวเตอร์ สาระสำคัญของสื่อใหม่ ๆ นี้ ที่ตรงข้ามกับสื่อแบบเก่าก็คือ การกระจายอำนาจในการสื่อสาร
(Decentralization) นั่นคือการเลือกที่จะให้ข่าวสารมิใช่อยู่ในมือของผู้ส่งสารแต่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปเหมือนเช่นสื่อมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งอำนาจในการเลือกข่าวสารที่จะส่งตรงไปยังผู้รับสารอยู่ในมือของสื่อแต่ละประเภทนั่นเองว่าเขาจะเสนออะไรให้กับผู้รับสาร แต่ผู้รับสารสำหรับสื่อใหม่ ๆ นี้สามารถที่จะเลือกตอบกลับหรือแลกเปลี่ยนข่าวสารกับผู้ส่งสารได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถต่อเชื่อมกับผู้รับสารรายอื่น ๆ ได้โดยตรงนอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบ เนื้อหา และการใช้ข่าวสารเหล่านั้นได้ในหลายรูปแบบด้วยกัน เช่นการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ท (เราอยากทราบเรื่องราวอะไรหรือประเภทไหนเราก็สามารถที่จะเลือกรับได้) อิเล็กทรอนิกส์เมล หรือ E - mail (การส่งข่าวสารผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ส่งสารและผู้รับสารสามารถตอบโต้กันได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งกว่าการเขียนจดหมายถึงกันโดยส่งทางไปรษณีย์) เป็นต้น