บทที่ 8 
ทฤษฎีสื่อสารมวลชน 



แนวทางการศึกษาทฤษฎีการสื่อสารมวลชนเชิงมาร์กซิสต์ (Marxism)
 
          10.แนวทางการศึกษาทฤษฎีการสื่อสารมวลชนเชิงมาร์กซิสต์ (Marxism)
           
         
จุดเริ่มต้นของทฤษฎีสื่อมวลชนในแนวมาร์กซิสต์   มาจากงานของคาร์ล มาร์ก(
Carl Mark) ในหนังสือชื่อ The German Ideology ที่เน้นว่า "ความคิดต่าง ๆ  ของชนชั้นปกครองทุกยุคทุกสมัยจะปรากฎอยู่ในความคิดทางการปกครอง"  ข้อความนี้สามารถจะถูกนำไปตีความได้มากมาย แต่อย่างไรก็ตามจากข้อความดังกล่าว ทำให้เราได้เห็นภาพของสื่อมวลชนว่า ได้เริ่มจากฐานคติที่ยึดถืออยู่ว่าชนชั้นที่อยู่ระดับ "บนยอด" ของสังคม  มีความเป็นปึกแผ่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และลักษณะที่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจสำคัญ ๆ ทางสังคม  ก็เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชนชั้นผู้ปกครอง สื่อมวลชนนั้นเป็นสถาบันหนึ่งที่สำคัญในสังคมที่มีชนชั้น สื่อมวลชนจึงทำหน้าที่ให้โลกทัศน์ที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชนชั้นผู้ปกครองและสอดคล้องในแนวทางเดียวกันกับความรู้ (หรืออุดมการณ์) ที่ถูกสร้างขึ้น   และถูกนำไปเผยแพร่โดยสถาบันทางสังคมอื่น ๆ

 


-240-

 

          ในขณะที่คาร์ล มาร์ก (Carl Mark) รู้จักหนังสือพิมพ์นั้น เป็นยุคก่อนที่หนังสือพิมพ์จะเป็นสื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพอย่างที่เราเห็นกันอยู่   จึงเป็นไปได้ที่เขาจะวิเคราะห์สื่อสมัยใหม่ตามแนวความคิดของเขา ซึ่งมาร์กมีความเห็นว่า สื่อ คือ ตัวแทนของการผลิตในรูปแบบของอุตสาหกรรมเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ของพวกนายทุน   ด้วยการแสดงให้เห็นว่าการศึกษากระบวนการสื่อสารมวลชนเป็นการศึกษาเพื่อที่จะให้เข้าใจถึงกลไกอันสลับซับซ้อนขององค์ประกอบต่าง ๆ ของกระบวนการผลิต การเผยแพร่ และการใช้เนื้อหาสาระที่มีลักษณะเน้นอุดมการณ์ โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือการบังคับจากอำนาจของรัฐในสังคมทุนนิยมเขามองว่าเป็นไปได้ที่สื่อมวลชนจะเป็นสื่อผูกขาดสำหรับชนชั้นนายทุนที่ก่อตั้งสื่อมวลชนขึ้นเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของผู้ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนเอง โดยจะได้รับประโยชน์จากการใช้แรงงานของคนทำงานแบบเห็นแก่ได้ และดำเนินกิจการโดยเผยแพร่ความคิดของชนชั้นปกครองแล้วปฏิเสธแนวความคิดที่แตกต่างจากแนวความคิด (อุดมการณ์)  ของพวกตนซึ่งแนวความคิด (อุดมการณ์) ที่แตกต่างจากของพวกตนอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการเติบโตของแนวความคิด (อุดมการณ์) ของชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่มักจะคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานเป็นหลัก  นายทุนจะพยายามปกป้องไม่ให้กระบวนความคิดเหล่านี้เติบโตไปสู่การปฏิบัติ หรือไม่ให้ก่อตั้งองค์กรทางการเมืองที่จะเป็นปฏิปักษ์ต่อพวกตนได้ แนวความคิด (อุดมการณ์) ของมาร์กได้ก่อให้เกิดแนวความคิดที่แตกต่างออกไป ได้แก่

          1.  ทฤษฎีเศรษฐกิจการเมือง (Political - Economic Theory)

          2.  ทฤษฎีเชิงวิเคราะห์ (Critical Theory)

          3.  ทฤษฎีการครอบงำหรือทฤษฎีความเป็นผู้นำ (Theory of Media Hegemony)

          นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีในแนวมาร์กซิสอีกจำนวนมาก  แต่ก็ยังไม่เด่นพอที่จะนำมาใช้สำหรับศึกษากับสังคมที่ยังไม่มีความทัดเทียมกันในทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ  ความไม่ทัดเทียมกันนี้ปรากฎออกมาในลักษณะโครงสร้างทางชนชั้น  โดยชนชั้นที่ได้รับผลประโยชน์ก็จะพยายามแสวงหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมให้อยู่กับตนตลอดไป ประเด็นดังกล่าวนี้มีข้อสนับสนุนต่าง ๆ อย่างมากมายโดยปรากฎอยู่ในวิชาสังคมวิทยา   และวิชาสังคมวิทยาเองก็ได้ให้เครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์สื่อมวลชน (Murdock และ Golding,1978)

                                           


-241-

 

10.1 ทฤษฎีสื่อมวลชนทางเศรษฐกิจการเมือง (Political Economic Media Theory)

          ทฤษฎีนี้ เป็นทฤษฎีเก่าแก่ที่ถูกนำมาใช้ใหม่ในฐานะที่เป็นแนวทางการศึกษาโดยเน้นไปที่โครงสร้างเศรษฐกิจของสื่อมวลชนมากกว่าเนื้อหาของสื่อที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแนวความคิด ทฤษฎีนี้เน้นการสนใจไปยังการวิเคราะห์โครงสร้างของการเป็นเจ้าของสื่อมวลชน(Ownership) และสนใจวิธีการที่ใช้ในการจัดการต่ออำนาจของสื่อที่มีต่อการตลาด จากมุมมองนี้สถาบันสื่อสารมวลชนจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ    แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์กับระบบ (สถาบัน) การเมืองอย่างใกล้ชิด สื่อมวลชนจะทำหน้าที่ผลิตหรือให้ข่าวสาร  เพิ่มพูนความรู้และสร้างค่านิยมใหม่ ๆ ภายใต้เงื่อนไขของแรงกดดันที่จะพยายามขยายตลาด  โดยการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเจ้าของสื่อหรือผู้ประกอบการ (ผู้กำหนดนโยบาย) (Garnham,1979)  ผลประโยชน์เหล่านี้มีความสัมพันธ์กับความต้องการผลกำไรจากการดำเนินงาน (การจัดการ) สื่อสารมวลชน     และแสวงหาผลประโยชน์หรือความสามารถที่จะทำกำไรทางธุรกิจสาขาอื่น ๆ อันเป็นผลมาจากการผูกขาด   ตลอดจนกระบวนการที่พยายามรวบรวม (หรือผูกขาด) เอากิจการ (ธุรกิจต่าง ๆ ) เข้าไว้ด้วยกัน   เช่น ทำกิจการร่วมกับกิจการน้ำมัน  กระดาษ  โทรคมนาคม  การสันทนาการและการท่องเที่ยว ฯลฯ

 


-242-

 

          ผลที่ตามมาก็คือสื่อมวลชนที่เป็นอิสระจะมีจำนวนลดลง หรือสื่อมวลชนขาดความเป็นอิสระ และนับวันก็จะไม่สามารถดำรงอยู่ได้  ในขณะเดียวกันสื่อมวลชนที่มีอยู่ก็มีความจำเป็นที่ต้องให้ความสนใจต่อตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก  ทั้ง ๆ  ที่การดำเนินงานนั้นพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงใด ๆ รวมทั้งละเลยหรือปฏิเสธกลุ่มผู้ชม-ผู้ฟัง (ผู้รับสาร)   ที่มีขนาดเล็กหรือผู้รับสารระดับชาวบ้านที่มีรายได้ต่ำ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่การบังเอิญแต่เป็นผลของการศึกษาของ Murdock และ Golding (1977) ที่ได้กล่าวสรุปไว้ว่า

          "ข้อเรียกร้อง  (เสียง)   ที่มาจากบุคคลที่ไม่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจหรือทรัพยากรที่เพียงพอหลักการสำคัญของการจัดการสื่อสารมวลชนหรือหลักการเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสื่อสารมวลชนคือการสร้างความมั่นคงให้แก่สถานภาพของกลุ่ม  ดังนั้น จึงเกิดการกีดกันกลุ่มอื่น ๆ ที่ขาดเงินทุนที่จำเป็นสำหรับงานด้านนี้ออกไป   หรือกีดกันไม่ให้เข้ามาในตลาดได้    ฉะนั้นผู้ที่รอดส่วนใหญ่จึงอยู่ในกลุ่มที่ชอบที่จะวิพากษ์วิจารณ์น้อยที่สุดในเรื่องการแพร่กระจายความมั่งคั่ง (แพร่กระจายทรัพยากร) และอำนาจ ในทางตรงกันข้ามกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดการหรือการดำเนินการในลักษณะเช่นนี้   ก็ไม่สามารถที่จะทำให้สาธารณชนได้ทราบถึงความคิดเห็นหรือแนวความคิดของพวกตนที่ไม่เห็นด้วยได้  เพราะกลุ่มบุคคลเหล่านี้ไม่มีอำนาจในการจัดการหรือควบคุมทรัพยากรทางการสื่อสารที่มีอยู่  ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นในการทำการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพไปยังผู้รับสารโดยส่วนรวมได้ทั้งหมด"

          ข้อดีของทฤษฎีนี้อยู่ที่การสามารถนำเอาสมมติฐานในเรื่องตัวกำหนดทางด้านการตลาดมาทดสอบกับข้อมูลที่เป็นจริงได้ แม้ว่าการที่จะได้ข้อมูลมาทดสอบจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักก็ตามเพราะเป็นเรื่องที่ยากและมีความซับซ้อนอย่างมาก  จุดอ่อนของการศึกษาสื่อมวลชนตามแนวคิดทางด้านเศรษฐกิจการเมือง (The Political - Economic Approach) ก็คือ สื่อมวลชนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของสาธารณชน ทำให้การดำเนินงานในตลาดเสรีหรือเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีเป็นไปไม่ง่ายนัก    วิธีการศึกษาจึงมุ่งจุดสนใจไปที่ตัวสื่อมวลชนในฐานะที่เป็นกระบวนการทางเศรษฐกิจอันหนึ่งที่จะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ หรือการผลิตสินค้า (ในที่นี้ก็คือตัวเนื้อหา) แต่ก็มีแนวทางการศึกษาทางด้านเศรษฐกิจการเมืองแนวอื่น ๆ อีกที่ได้ให้ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจเอาไว้ว่า   แท้ที่จริงแล้วตัวสื่อมวลชนเองเป็นผู้สร้างผู้รับสารของตนในลักษณะที่ตัวสื่อมวลชนเป็นผู้นำความสนใจของกลุ่มผู้รับสารไปสู่ผู้ทำการโฆษณา และได้ปั้นแต่งพฤติกรรมของผู้รับสารส่วนใหญ่ทางสื่อมวลชนให้มีลักษณะที่แน่นอน และเห็นได้ชัด (Smythe,1977)

                                               


-243-

 

10.2 ทฤษฎีเชิงวิเคราะห์ (เชิงวิพากษ์) ของสำนักแฟรงเฟิร์ต    (The Frankfurt School and Critical Theory)

          ทฤษฎีที่สองของแนวการศึกษาในเชิงมาร์กซิสต์ คือ ผลงานทางทฤษฎีของสำนักแฟรงเฟิร์ต ซึ่งในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่อาจกลายเป็นที่สนใจในเชิงของประวัติศาสตร์ แต่ถึงกระนั้น มรดกทางปัญญาที่ให้ไว้ก็ยังคงมีความสำคัญ ยากที่จะละเลยหรือไม่กล่าวถึงความสำคัญได้

            ในปัจจุบันนักทฤษฎีเชิงวิเคราะห์เหล่านี้ได้ยึดแนวทางการศึกษาที่เรียกว่า   "แนววัฒนธรรมนิยม"  ซึ่งเป็นผลงานที่ตกทอดมาจากการศึกษาของสำนักแฟรงเฟิร์ตโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของ Adorno และ Horkheomer (1972) และงานของ Marcuse (1964)   นักทฤษฎีสำนักแฟรงเฟิร์ตได้เริ่มงานของเขาหรือแนวความคิดนี้ที่เมืองวีมาร์ ประเทศเยอรมัน  และทฤษฎีนี้ได้เผยแพร่หรือมารวมกลุ่มกันขึ้นใหม่ในอเมริกาในช่วงที่นาซีกำลังเรืองอำนาจอยู่ในเยอรมัน  นักทฤษฎีเหล่านี้ได้สนใจศึกษาเกี่ยวกับความล้มเหลวของการเปลี่ยนแปลงที่ปรากฎขึ้นอันเนื่องมาจากการปฏิวัติทางสังคมตามแนวความคิดของคาร์ลมาร์กที่ได้ทำนายไว้    นักทฤษฎีของสำนักนี้พยายามหาคำอธิบายให้แก่ความล้มเหลวนี้   พวกเขาจึงมุ่งความสนใจไปที่ศักยภาพของโครงสร้างสูงสุด (Superstructure)  โดยเฉพาะในรูปของสื่อมวลชนที่เข้าไปทำลายหรือล้มล้างกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจตามที่ได้มีการพยากรณ์เอาไว้  ถ้าพิจารณาตามแนวความคิดนี้ดูเหมือนว่าวิถีทางแห่งประวัติศาสตร์ จะดำเนินไปอย่างผิดพลาด ด้วยเหตุที่ว่าแนวความคิดเกี่ยวกับชนชั้นที่มีอิทธิพลหรือชนชั้นที่ครองอำนาจอยู่ได้นำเอาอุดมการณ์ของชนชั้นต่ำมาใช้เป็นเงื่อนไขหรือการกำหนดโครงสร้างทางเศรษฐกิจ  (โครงสร้างส่วนล่าง)   โดยการทำให้ชนชั้นแรงงานอ่อนแอลงหรือโดยการลบล้างหรือกลืนชนชั้นกรรมาชีพที่เข้ามาอย่างมีขั้นตอน

 


-244-

 

          วิธีการหลักที่ถูกนำมาใช้เพื่อทำลายหรือลบล้างและกลืนชนชั้นกรรมาชีพ (ชนชั้นแรงงาน) ก็คือ การใช้วัฒนธรรมมวลชน (Mass Society) เป็นเครื่องมือ เนื่องจากวัฒนธรรมมวลชนมีความสำคัญต่อคนทั่วไป มีลักษณะเป็นสากลและมีลักษณะในเชิงการค้า  ทั้งนี้ได้อาศัยความสำเร็จในการผูกขาดด้านเงินทุนของชนชั้นที่ครองอำนาจอยู่  นอกจากนี้ระบบการผลิตสินค้าและบริการเพื่อขายคราวละมาก ๆ (Mass Production) และความรู้ทั้งหมดยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบทุนนิยม หรือระบบการผลิตสินค้าฯดังกล่าวได้พัฒนาให้ระบบทุนนิยมเติบโตขึ้นนั่นเอง ประกอบกับการผสมผสานกันระหว่างเหตุผลทางเทคโนโลยีหรือด้วยเหตุที่การผลิตเหล่านี้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังทำให้เกิดลัทธิบริโภคนิยม (Consumerism) ความพึงพอใจชั่วครั้งชั่วคราว และการไม่มีความแตกต่างของชนชั้น  ลักษณะของการเป็น "สินค้า" ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญของกระบวนการเหล่านี้  นับตั้งแต่เกิดปรากฎการณ์ที่มีการนำเอางานศิลปบริสุทธิ์ หรือวัฒนธรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ออกมาจำหน่ายในตลาดเช่นเดียวกับสินค้าอื่น     เพียงหวังผลกำไรและในราคาที่ทำให้เราสูญเสียอำนาจในการวิจารณ์ไป ทฤษฎีของสำนักแฟรงเฟิร์ตนี้ได้อ้างถึง การขาดความเป็นอิสระของบุคคลและของชนชั้น บุคคลหรือชนชั้นใดก็ตามจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น สิ่งอื่น หรือชนชั้นอื่น   ภายใต้ขอบเขตของภาพพจน์ (Images) ร่วมกันของระบบทั้งหมด

 


-245-

 

          Marcuse (1964) เป็นผู้เรียกสังคมแบบนี้ว่า เป็นสังคมที่มีเพียงมิติเดียวหรือมองด้านเดียว หรือ "สังคมเอกมิติ" (One - Dimentional) สังคมแบบนี้เป็นผลที่เกิดขึ้นมาจาก "โรงงานผลิตวัฒนธรรม" หรือ วัฒนธรรมอุตสาหกรรม   (Culture Industry) นั่นเอง ทฤษฎีเชิงวิเคราะห์ของสำนักแฟรงเฟิร์ตนี้ได้ให้ความสำคัญต่อสื่อมวลชนในฐานะเป็นกลไกซึ่งมีอิทธิพลอย่างมหาศาลในการขัดขวางการเปลี่ยนแปลง  แนวคิดดังกล่าวนี้ในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ และได้ผสมผสานเข้ากับแนวทางการศึกษาของทฤษฎีความเป็นผู้นำ  (การครอบงำ) Hegemonic Approach แต่แนวทางการศึกษาของทฤษฎีเชิงวิเคราะห์ของสำนักแฟรงเฟิร์ตนี้ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางไม่ดีจากนักคิดรุ่นต่อมาในแง่ที่ว่าเป็นงานของพวกชนชั้นสูงที่วิจารณ์วัฒนธรรมจากพวกฝ่ายซ้ายอย่างมาก  อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่างานของสำนักแฟรงเฟิร์ตในส่วนที่เกี่ยวกับทฤษฎีสังคมมวลชน (Mass Society Theory)   ก็ยังคงเป็นงานที่ได้รับการยกย่องอยู่ไม่ใช่น้อย

          นักทฤษฎีเชิงวิเคราะห์ของสำนักแฟรงเฟิร์ต  ต่างก็เป็นผู้เชื่อมโยงมุมมองที่ถือว่าสื่อมวลชน คือ ศูนย์กลางของการครอบงำทางชนชั้น  และพวกเขาก็มิได้ปฏิเสธสังคมและมุมมองทั่ว ๆ ไปของพลังอำนาจของสื่อ ซึ่งเน้นที่การพยายามรักษาสถานภาพเดิมของตนมากกว่ามุ่งที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

 


-246-

 

10.3 ทฤษฎีการครอบงำของสื่อมวลชน หรือทฤษฎีความเป็นผู้นำ       (Hegemonic Theory)

          ทฤษฎีที่สามที่ใช้แนวทางการศึกษาและความเชื่อแบบมาร์กซิสต์สำหรับการวิเคราะห์สื่อมวลชน  ก็คือ  "ทฤษฎีการครอบงำ  หรืออาจจะเรียกว่าทฤษฎีความเป็นผู้นำ"(Hegemonie Theory) ซึ่ง  Gramsci (1971)   เป็นผู้เรียกชื่อทฤษฎีเช่นนี้เป็นคนแรกเนื่องจากต้องการให้สามารถจำแนกทฤษฎีนี้ออกจากงานของนักทฤษฎีท่านอื่น ๆ ได้  ทฤษฎีนี้Gramsci นำมาใช้ในแง่ที่เป็น "อุดมการณ์ของชนชั้นปกครอง"  ทฤษฎีนี้ไม่ได้ให้ความสนใจต่อปัจจัยหรือสภาวะทางเศรษฐกิจและโครงสร้างที่เป็นตัวกำหนดอุดมการณ์ของชนชั้น (โครงสร้างของความไม่เสมอภาคทางชนชั้น) แต่ทฤษฎีนี้กลับไปเน้นตัวอุดมการณ์   (แนวความคิดหรือภาษาอังกฤษว่า Ideology) เอง  โดยให้ความสนใจต่อตัวอุดมการณ์หรือแนวความคิดในฐานะที่เป็นรูปลักษณะของการแสดงออก และวิธีการที่ทำให้เกิดความหมายขึ้น   (หรือวิธีการเฉพาะที่ชัดเจน)   ตลอดจนความเป็นระบบหรือกลไกของอุดมการณ์ที่สามารถทำให้เกิดการยอมปฏิบัติตาม รวมทั้งความสำเร็จของอุดมการณ์ในการสร้างจิตสำนึก จะเห็นได้ว่าแนวทฤษฎีการครอบงำนี้แตกต่างจากแนวทฤษฎีดั้งเดิมของคาร์ล มาร์ก  และแนวทฤษฎีเศรษฐกิจการเมือง ในแง่ที่แนวทฤษฎีการครอบงำนั้นยอมรับความเป็นอิสระ   (หรือให้ความเป็นไท)อย่างมากกับอุดมการณ์ (แนวความคิด) จากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ อันเป็นอุดมการณ์ที่อยู่ในรูปลักษณะของความเป็นจริงที่ถูกบิดเบือนหรือเป็นการให้คำจำกัดความที่บิดเบือนของคำว่าความเป็นจริง   (Reality)     และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้น(Class Relationship) หรือถ้าใช้ตามความหมายของ Althusser (1971)    ก็คือ"ความสัมพันธ์ที่สมมติขึ้นของปัจเจกชนที่มีต่อสภาวะ (เงื่อนไข)     ความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฎอยู่" ในแง่นี้แนวความคิด  (อุดมการณ์)   ไม่ได้ถูกครอบงำโดยการบังคับจากชนชั้นปกครองแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลทางวัฒนธรรมโดยทำหน้าที่ในการตีความ  (การแปล)ประสบการณ์ที่ปรากฎอยู่จริง

 


-247-

 

          Hall (1982) ได้เสนอแนวคิดไว้ว่า    "แนวความคิดเกี่ยวกับการครอบงำ หมายถึง การกำหนดกรอบหรือการบังคับโดยตรงโดยกวดขันให้ใช้กรอบความคิดที่กำหนดให้ด้วยวิธีการใช้กำลังบังคับให้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเปิดเผย หรือ  โดยการบังคับทางอุดมการณ์ต่อชนชั้นที่เป็นเบี้ยล่าง (ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา)  ซึ่งวิธีการเหล่านี้ยังไม่บังเกิดผลสำเร็จเพียงพอที่จะนำไปเปรียบเทียบกับความสลับซับซ้อนของเรื่องนี้        เราอาจจะเห็นภาพ(เข้าใจ)  ด้วยว่าการครอบงำจะประสบความสำเร็จหรือเกิดขึ้นได้ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ทั้งโดยรู้ตัว (ระดับจิตสำนึก) หรือไม่รู้ตัว (ระดับจิตไร้สำนึก) ก็ได้ เพื่อที่เราจะได้เห็นว่าการครอบงำเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของระบบที่มีเรื่องของความสัมพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แทนที่จะมองเห็นว่าการครอบงำนั้นมีลักษณะเป็นอคติ (หรือความไม่เที่ยงธรรม)  ของปัจเจกชนอย่างจงใจและเป็นที่เปิดเผย ปรากฎอยู่ในกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีกำหนดกฎเกณฑ์ (การเปลี่ยนแปลง) และขอบเขตจำกัดเฉพาะ (ปกป้องไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง)   ซึ่งจะพิจารณาได้จากข้อเขียน (ภาษา) และคำบรรยาย (การเสวนา) ที่ปรากฎทางสื่อ"

          แนวคิดของนักทฤษฎีแนวมาร์กซิสต์หลายท่าน โดยเฉพาะ      Poulantzas (1979) และ Althusser (1971) ได้สร้างผลงานอันเป็นพื้นฐาน    (หรือเป็นการสนับสนุน) ไว้กับแนวทางการศึกษาแบบนี้   โดยมุ่งความสนใจไปที่วิธีการสร้างความสัมพันธ์ของลัทธิทุนนิยม   ว่าจะต้องมีการสร้างขึ้นใหม่และมีการยอมรับลัทธิอันชอบธรรมด้วยการยินยอมพร้อมใจของชนชั้นกลาง  การศึกษาเหล่านี้สามารถดำเนินต่อไปได้เนื่องจากการพยายามให้ความหมายอย่างเป็นกลางแบบประนีประนอมและใช้การวิเคราะห์โครงสร้างเพื่ออธิบายความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่และเน้นความสำคัญไปที่โครงสร้างของคำนิยามนั้น  การหันเหความสนใจจากการเน้นเรื่องสาเหตุทางเศรษฐกิจมาสู่สาเหตุทางด้านความคิด (อุดมการณ์) ที่ทำให้ระบบทุนนิยมยังคงอยู่ ทำให้เกิดความตื่นตัวต่อการศึกษาสื่อมวลชนในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการนำเสนอแนวความคิด (อุดมการณ์) ของรัฐ  ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่ความขัดแย้งกันเองในกลุ่มมาร์กซิสต์  ระหว่างพวกที่ยึดถืออยู่กับตัวกำหนดทางเศรษฐกิจและโครงสร้างกับพวกที่ยึดถือแนวอุดมการณ์ (แนวความคิด) (Williams,1973)