บทที่ 9 
ทฤษฎีสื่อสารมวลชน
ทฤษฎีปทัสถานและการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อ 
ภายใต้บรรทัดฐานของสังคม 


 

ทฤษฎีเสรีนิยมหรืออิสรภาพนิยม (Liberal Theory or Libertarian Theory
     หรือทฤษฎีสื่อเสรี (
Free-press Theory
)
  

              2.ฤษฎีเสรีนิยมหรืออิสรภาพนิยม (Liberal Theory or Libertarian Theory) หรือทฤษฎีสื่อเสรี (Free-press Theory) 
            
ต้นกำเนิดของทฤษฎีนี้มาจากการดิ้นรนของหนังสือพิมพ์ที่จะให้หลุดพ้นจากการควบคุมทางการเมืองและการปกครอง   ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และต่อมาก็ได้รับการยืนยันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรหลังการปฏิวัติของสหรัฐและฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ให้ถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชนอย่างหนึ่ง ในปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นหลักการที่สำคัญยิ่งของหนังสือพิมพ์ในระบอบเสรีประชาธิปไตย บทบาทหน้าที่ที่เป็นพื้นฐานก็คือเป็นเครื่องมือของบุคคลหรือปัจเจกชนในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี   แม้ว่าความคิดเห็นเหล่านั้นจะเป็นการโจมตี  วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล  เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพรรคการเมืองที่อยู่ในอำนาจก็ตาม

            เหตุผลอ้างอิงในตอนแรกก็คือ การเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลได้แสดงความคิดเห็นโดยไม่ถูกลงโทษ ให้สิทธิแก่บุคคลที่จะนับถือศาสนาใดก็ได้  ป้องกันมิให้มีการใช้อำนาจการปกครองไปในทางที่ผิด ส่งเสริมเสรีภาพในด้านการค้าขายและถือว่าเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแสวงหาสัจจะจากการประกาศต่อต้านการเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ของมิลตัน (Milton) ในอาเรโอปาจิติกา (Areopagitiga) ได้กลายมาเป็นการยืนยันที่หนักแน่นของ จอห์น สจ๊วตมิลล์ ที่ว่าโทษของการห้ามปรามการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นย่อมตกแก่ผู้อื่นที่มีความคิดเห็นขัดแย้ง (ผู้ห้ามปราม) มากกว่าจะตกอยู่กับเจ้าของความคิดเห็น (ผู้แสดงออก) นั้นเสียอีก  "ถ้าความคิดเห็นนั้นถูกต้อง ผู้ (มีความคิดเห็นขัดแย้ง) นั้นจะขาดโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนความหลงผิดกับความจริง   ถ้าความคิดเห็นผิดพลาดเขาก็จะขาดผลประโยชน์ค่อนข้างใหญ่หลวง ในการที่จะได้มาซึ่งความรับรู้และความประทับใจในความจริงอย่างกระจ่างและแจ่มใสยิ่งขึ้น  เมื่อปะทะเปรียบเทียบกับความหลงผิด" อรรถาธิบายดังกล่าวทำให้เหตุผลอ้างอิงของทฤษฎีเสรีนิยมได้พัฒนากว้างขวางออกไป  เสรีภาพของหนังสือพิมพ์มิเป็นแต่เพียงเครื่องมือของการแสดงออกของบุคคลเท่านั้น  หากยังเป็นเครื่องมือแสวงหาสัจจะของสังคมโดยเปิดหนทางและโอกาสให้กับทัศนะต่าง ๆ ทั้งผิดและถูกมาประชันขันแข่งกันใน "ตลาดเสรีความคิดอ่าน" (free market of ideas) ให้สาธารณชนเป็นผู้ตัดสิน  นอกจากนั้นยังจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมทางด้านสวัสดิภาพและสวัสดิภาพตามแนวทางที่คนส่วนใหญ่ยินยอมพร้อมใจกันอีกด้วย

 


-256-

 

          จากต้นกำเนิดของทฤษฎีเสรีนิยมหรืออิสรภาพนิยมตามที่กล่าวข้างต้นแล้วลองหันมาพิจารณาถึงคำว่า ทฤษฎีสื่อเสรี (Free-press Theory) บ้างว่ามีลักษณะเช่นไร

          จากทฤษฎีนี้สื่อเสรีถือว่าเป็นหลักที่ถูกกฎหมาย กล่าวโดยทั่วไปคือบุคคลควรจะมีเสรีภาพที่จะพิมพ์สิ่งที่เขาชอบ และแสดงความคิดเห็น  กล่าวคือเชื่อในความยิ่งใหญ่ที่สุดของส่วนบุคคล ของเหตุผลและของความจริง

          การมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสู่สาธารณชน เป็นหนทางที่ดีที่สุดที่จะหาข้อเท็จจริง และข้อผิดพลาดได้ สามารถที่จะทราบได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด  และทำให้สังคมทราบว่าสมาชิกในสังคมต้องการอะไร  ข้อเท็จจริง ความเป็นอยู่ที่ดีและเสรีภาพเป็นองค์ประกอบซึ่งกันและกัน ที่จะทำให้สังคมนั้น ๆ สมบูรณ์

          ใน First Amendment to the American Constitution   กล่าวว่า

          "สภานิติบัญญัติไม่อาจมีกฎหมาย....ในการริดรอนหรือตัดทอนเสรีภาพในการพูดหรือเสรีภาพของสื่อต่าง ๆ เพราะเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของประชาชน แต่ในทางปฎิบัตินั้นเนื่องจากไม่อาจกล่าวแน่นอนได้ว่าสุดขอบเขตของเสรีภาพนั้นอยู่ที่เขตหรือจุดใด Milton จึงกล่าวว่าสื่อใช้เสรีภาพมากเกินไปทำให้เสื่อมเสียถึงศีลธรรมและรุกล้ำอำนาจของรัฐบาล ดังนั้นเสรีภาพจึงควรมีจำกัด สื่อเสรีนั้นสามารถเสนอข่าวสาร ข้อมูลได้อย่างเสรี โดยไม่มีการ censor ส่วนผลที่ตามมาหลังจากเสนอข่าวนั้น ๆ จะเป็นอย่างไรบ้าง  เป็นหน้าที่ของทางกฎหมายเป็นผู้ตัดสินภายหลัง"

 


-257-

 

          กระนั้นก็ตาม  การปฏิบัติหน้าที่ของหนังสือพิมพ์ในระบบเสรีก็มีปัญหาหลายประการดังนี้

          ประการแรก    ก็คือขอบเขตของเสรีภาพควรจะกว้างขวางมากน้อยเพียงใด  การใช้เสรีภาพควรจะถูกควบคุมด้วยวิธีใด กฎหมายทั่วไปของสังคมสามารถจะใช้กับหนังสือพิมพ์ได้อย่างเพียงพอหรือไม่   ถ้าไม่พอควรจะออกกฎหมายพิเศษเฉพาะในแบบอำนาจนิยมอย่างอ่อนหรือไม่    ส่วนใหญ่กล่าวว่าขอบเขตของเสรีภาพควรจะอยู่ที่เส้นพรมแดนของศีลธรรม  สิทธิ  ทรัพย์สิน  ชื่อเสียงของบุคคลและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐ   ถ้าสองอย่างนี้ถูกละเมิดเมื่อใด  หนังสือพิมพ์ที่ละเมิดก็ควรจะต้องถูกลงโทษเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปแต่บางคนก็กล่าวว่าขอบเขตของเสรีภาพจะต้องไม่มีที่สิ้นสุด   เพราะเมื่อใดหนังสือพิมพ์ต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบต่ออะไรก็ตาม เมื่อนั้นหนังสือพิมพ์ก็ไม่มีเสรีภาพที่จะรายงานสิ่งที่นักหนังสือพิมพ์อาชีพจะต้องรายงานตามหน้าที่ของตน

          ประการที่สอง  ถ้าหนังสือพิมพ์มีเสรีภาพมากกว่าบุคคลธรรมดา   หนังสือพิมพ์จะมีเหตุผลอะไรมาอ้างอิง   นอกจากการเป็นเจ้าของเครื่องมือพิเศษที่มีบทบาทหน้าที่  มีอภิสิทธิ์  (privileged function)    ในการรายงานเหตุการณ์กิจกรรมทางการเมืองเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมทุกอย่างต่อสาธารณชน  ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าใครก็ตามที่มีเครื่องมือพิเศษนี้ก็สามารถจะมีเสรีภาพได้มากกว่าบุคคลธรรมดา  แสดงว่าคนทุกคนสามารถจะมีเสรีภาพมากกว่าคนอื่นได้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ในสภาพความเป็นจริงทางการเมืองและเศรษฐกิจ คนทุกคนไม่มีปัญญาหรือไม่มีความสามารถที่จะเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ได้อย่างเท่าเทียมกัน ทำให้มีการผูกขาดความเป็นเจ้าของสื่อมากขึ้นทุกที  ดังนั้นปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่าการหดตัวของสื่อมวลชน หรือมีการรวมตัวหรือมีการระจุกตัวกันในความเป็นเจ้าของสื่อ (media concentration or congolmerate ownership)

 


-258-

 

          บทบาทหน้าที่  อภิสิทธิ์หรือเสรีภาพที่เหนือกว่าคนธรรมดาจึงถูกจำกัดอยู่ในวงการธุรกิจที่มีอำนาจการซื้อสูง ทำให้หนังสือพิมพ์ที่หลุดพ้นจากพันธนาการของรัฐต้องเข้ามาอยู่ภายใต้อิทธิพลของวงการธุรกิจใหญ่เหมือนหนีเสือปะจรเข้  อิสรภาพซึ่งเป็นหัวใจของทฤษฎีเสรีนิยม (ในตอนหลังจึงมักเรียกกันว่าเป็นอิสรภาพนิยม)   จึงต้องถูกกระทบกระเทือนและเกิดมีปัญหาใหม่ขึ้นมาว่า อิสรภาพจากใคร (ผู้ใด)  หรือเป็นเพียงอิสรภาพจากพันธนาการของรัฐเท่านั้นหรือ

          ประการที่สาม  ทฤษฎีเสรีนิยมมีแนวโน้มที่จะปกป้องความเชื่อและความคิดเห็นให้สามารถแสดงออกมาได้อย่างเสรี แต่ไม่ค่อยพูดถึงข่าวสารซึ่งมีแง่มุมที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่อาจจะเป็นเรื่องธรรมดา   ถ้าหากสมาชิกของสังคมทุกคนสามารถจะให้และรับข่าวสารได้อย่างเสรี แต่ในกรณีที่ทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์สามารถจะปกปิดหวงแหนหรือปิดกั้นข่าวสารอะไรก็ได้ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์เฉพาะตน ปัญหาก็จะตามมาอย่างมากมายทั้งในแง่การเมืองและกฎหมายที่ยึดความเป็นธรรมของสังคมเป็นหลัก    การปกปิดความเชื่อและความคิดเห็นมิให้ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ถือเป็นเรื่องของสิทธิและเสรีภาพเฉพาะตน   แต่การปกปิด "ข่าวสารของส่วนรวม" อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อ่าน  (มวลชนผู้รับสาร) โดยเฉพาะสมาชิกประจำของหนังสือพิมพ์นั้น    น่าจะถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพทางด้านข่าวสาร  (freedom of information)  หรือไม่  เท่าที่ปรากฏทฤษฎีเสรีนิยม มิได้มีการอภิปรายกันในเรื่องนี้มากนัก เพราะมุ่งเน้นไปที่เสรีภาพของความคิดอ่าน (freedom of ideas) เสียมากกว่า ยิ่งในยุคปัจจุบันข่าวสารกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตและการทำงานมากขึ้น จนถึงกับมีความพยายามที่จะพัฒนาสังคมไปสู่สภาพสังคมข่าวสาร (information society)   การอภิปรายในเรื่องเสรีภาพของข่าวสารยิ่งกลายเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นทุกที

 


-259-

 

          ประการที่สี่ โยงมาจากประการที่สามนั่นเอง เดิมทีเดียวทฤษฎีเสรีนิยมเกี่ยวข้องกับปรัชญาเสรีภาพของหนังสือพิมพ์เป็นส่วนใหญ่ แต่ในเมื่อโลกปัจจุบันมีสื่อมวลชนประเภทอื่น ๆ รวมทั้งแหล่งข่าวสารสนับสนุน (ระบบการศึกษา องค์การธุรกิจขนาดใหญ่ เครื่องคอม-

พิวเตอร์ ฯลฯ) เข้ามามีบทบาทหน้าที่มากขึ้น  เราจะประยุกต์ทฤษฎีนี้ไปใช้กับสื่อและแหล่งข่าวสารเหล่านั้นได้หรือไม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะมีเสรีภาพของการแสดงออกเท่ากับหนังสือพิมพ์  ( * ยกเว้นในบางประเทศ) เพราะถือกันว่าเป็นสื่อมวลชนสาธารณะ (public media)  แต่มิใช่สื่อเสรี(free press)

          ส่วนแหล่งข่าวสารสนับสนุนที่เชื่อมโยงเข้ามาในระบบการสื่อสารมวลชนก็เช่นเดียวกัน คงจะประยุกต์ใช้หลักการเสรีนิยมหรืออิสรภาพนิยมเพียงบางส่วนเท่านั้น

          ประการสุดท้าย เสรีภาพของการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอข่าวสาร  ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่างหลายด้านด้วยกัน  ที่สำคัญก็คือตัวประกอบหรือองค์ประกอบด้านบุคคล เช่นในการทำหนังสือพิมพ์ มีผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยกันหลายฝ่ายนับตั้งแต่เจ้าของ บรรณาธิการ ผู้สื่อข่าว ผู้อ่าน ผู้ได้ประโยชน์ และผู้เสียประโยชน์จากเสรีภาพของการแสดงออก  ดังนั้นเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ควรจะขึ้นอยู่กับใคร หรือคำนึงถึงฝ่ายใดมากน้อยเพียงไร  นับว่ายังเป็นปัญหาที่ยากแก่การตอบ  องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยก็คือ องค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม  เช่น  ภาวะการเงิน ภาวะการตลาดบรรยากาศทางการเมืองและความมั่นคงปลอดภัย    ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่อาจมีอิทธิพลต่อขอบเขตหรือแม้แต่คำจำกัดความของเสรีภาพได้ทั้งนั้น    เสรีภาพจึงต้องมีเงื่อนไขอยู่เสมอ แต่เงื่อนไขนั้นใครจะเป็นผู้กำหนด และถ้าเสรีภาพต้องมีเงื่อนไขเสียแล้ว   เราจะเรียกว่าเสรีภาพได้หรือไม่

 

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

      * ในสหรัฐอเมริกา มีรัฐบัญญัติ "Freedom of Information Act" เน้นให้หนังสือพิมพ์มีสิทธิเสรีภาพค่อนข้างมากในการเข้าไปหาข่าวสารจากองค์กรของรัฐมาเปิดเผยต่อสาธารณชน องค์กรของรัฐจะปกปิดข่าวสารมิได้ ยกเว้นข่าวสารที่เป็นความลับแต่รัฐบัญญัตินั้นก็มิได้กล่าวถึงการปกปิดหรือการงดเว้นไม่เสนอข่าวของหนังสือพิมพ์

 


-260-

 

โดยสรุปปัญหาในการมีสื่อเสรี

          1.  ไม่อาจกำหนดอย่างชัดเจนว่า สุดขอบเขตของเสรีภาพอยู่ที่จุดใด

          2.  เน้นถึงความคิดเห็น ความเชื่อ มากกว่าเรื่องข่าวสาร ข้อมูล

          3.  ปกป้องเสรีภาพของผู้ที่เป็นเจ้าของสื่อ    แต่ไม่อาจปกป้องเสรีภาพของบรรณาธิการ นักหนังสือพิมพ์ นักข่าว หรือผู้รับสารได้

          4.  กำหนดมาตรการควบคุม แต่ไม่ใช่หนทางจะจัดการกับความกดดันที่สื่อได้รับ

 

โดยสรุปสื่อเสรี หรือบทบาทหน้าที่ของสื่อมวลชนในประเทศเสรีนิยม มีดังต่อไปนี้

          1.  สามารถพิมพ์ออกข่าวโดยไม่มีการ censor

          2.  การพิมพ์หรือแจกข่าวสารกระทำได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาต

          3.  การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เจ้าหน้าที่ พรรคการเมือง  ถือเป็นเรื่องถูกต้อง ต้องไม่มีการลงโทษ แม้หลังจากการกระทำดังกล่าวแล้ว

          4.  ไม่มีการบังคับให้ออกข่าวสาร ข้อมูล

          5.  การออกข่าวผิดพลาด ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิด  เช่นเดียวกับการออกข่าวข้อเท็จจริง       

          6.  แจ้งข่าวสาร ให้ความบันเทิง และเพื่อการค้า

          7.  ไม่มีการจำกัดการหาข่าวสาร ข้อมูลเพื่อเสนอต่อสาธารณชน

          8.  ไม่มีการไม่ให้ซื้อหรือขายข่าวสารข้ามประเทศ

          9.  นักหนังสือพิมพ์ นักข่าว มีเสรีภาพมากพอในองค์กรของตน